29 AUG 2011

posted on 29 Aug 2011 15:21 by aroonwana

- จดไว้ ในวันที่คิดว่าความเข้มแข็งของตัวเองร่วงทะลุกราฟไปแล้ว -

 

 

แค่อยากมีใครสักคน ผิดตรงไหน

ยังไม่พออีกหรือไง กับความอดทนที่ผ่านมา

รางวัลที่ตั้งใจมอบให้ตัวเองแบบสุด ๆ ก็มีแค่ นอน...กับการดูซีรี่ส์เกาหลีที่เอริค มุน แสดง

 

อยากรวย เพราะจะได้เป็นอิสระ

อยากทำงานเยอะ ๆ เพื่อที่ว่าจะได้สร้างความมั่นคงให้คนที่เราเป็นห่วง หมดห่วงแ้ล้วจะได้ไปทำอะไรที่อยากทำเพียว ๆ แบบไม่ต้องนึกถึงเงิน

ก็แค่โลภมาก อยากรับทุกงานที่เสนอเข้ามา แต่ไม่ได้คิดว่าจะไปคดโกงใครหรือทำให้ใครเสียหาย(แต่ก็ทำไปแล้ว...ขอโทษคงไม่พอแต่ก็ขอโทษ)

ซื้อหวยก็ยังไม่ถูกเลย...เซ็งรู้มั้ย

 

คิดถึงเขา เพราะเราก็ยังไม่ได้ชอบใครในตอนนี้

อยากให้เขาพูดด้วยเพราะเขามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเรา

บอกเขาไปว่าถ้าไม่อยากมีเราเกี่ยวข้องในชีวิตของเขาอีกแล้วไม่ว่าจะในสถานะอะไรก็ตาม...ก็ให้ความเงียบแทนคำตอบ

และคำตอบของเขาก็คือ ความเงียบ

 

...

เราขอมากไปหรือไง กับโลกใบนี้

แค่ขอให้ชื่นชูใจ

ให้ได้หายใจอยู่ีอย่างมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ไม่ใช่คนที่ฝากหัวใจไว้ที่เขาพระสุเมรุ(ทำได้ก็ดีสิ)

ขอมากไป ?

 

...

 

เออ...จะได้รู้เอาไว้ ว่าโลกอยากให้เราเป็นคนแบบนี้ !

 

http://youtu.be/yX3RLI_67sk

 

 

 

๕ สุดยอดอุปนิสัย เป็นฟรีแลนซ์ยังไงให้หายนะ ^^

“เฮลโล่วววว…กลับมาพบกันอีกแล้วฮาฟฟฟ กับมนุษย์ฟรีแลนซ์แอ๊นนนๆๆ”

หายไปนานมาก แต่ไม่ยักมีใครถามถึง...ป่อยยยย !!! แต่ไม่เป็นไร สีทนได้ ไม่รักไม่ว่าขอแค่เข้ามาคลิกไลค์ก็พอ

 

ที่หายหน้าไป ก็เพราะมัวไป learning by doing อยู่ พูดให้ง่ายขึ้นก็คือ หายหน้าไปทดสอบทฤษฎีเกี่ยวกับการทำงาน เพื่อที่จะได้เอามานำเสนอได้อย่างสมจริงสมจังสมศักดิ์ศรีสมน้ำสมเนื้อ

 

และนี่ก็คือผลงานที่โคตรภูมิใจนำเสนอมากถึงมากที่สุดของที่สุด(เพราะแลกมาด้วยชีวิต T^T)

 

“ 5 สุดยอดเคล็ดลับ เพื่อแจ้งดับกับอาชีพฟรีแลนซ์ !!!”

 

ข้อที่ ๑ ถ้าไม่ข้ามเขามาคุกเข่า เราก็จะไม่ลงจากเขาไปคุกเข่าต่อหน้าท่าน...(อีกทีซิ -_-“)

 เคยดูหนังจีนกำลังภายในไหมจ๊ะ ยอดจอมยุทธผู้เป็นตำนานขั้นปรมาจารย์เมพขิง มักจะอาศัยอยู่บนภูเขาลูกใดลูกหนึ่งที่ห่างไกลจากยุทธจักรไปอีกประมาณสี่แสนลี้ ไกล กันดาร หิมะหนัก ทางชัน เขาลื่น ฯลฯ

 

หากจะให้ท่านยอมลงจากเขามาอีกครั้ง ต้องรอจนกว่ามีใครสักคนยอมดั้นด้นเสี่ยงตายไปขอร้องให้ท่านนั้นลงมาชนิดที่ขอคุกเข่าอยู่หน้าบ้าน ถ้าไม่ยอมรับก็จะไม่มีวันลุกขึ้น...ประมาณนั้น

 

เราเป็นฟรีแลนซ์ขั้นเทพ เราก็ต้องหยิ่งให้ได้อย่างนั้น การโฆษณา ป่าวประกาศ อวดอ้างคุณสมบัตินั้นเป็นวิถีทางของมือกระบี่ไร้สำนักที่พบเจอได้ตามโรงเตี๊ยมทั่วไป – แต่ถ้าอยากเป็นเทพ จงหยิ่งเข้าไว้ อย่าเอ่ยปากถามไถ่ฝากเนื้อฝากตัวหรือของานใคร ถ้ามันเห็นคุณค่าของเราจริง มันต้องเอ่ยปากเอง

 

ท่องไว้เลยนะถ้าอยากแจ้งดับกับอาชีพนี้ “ถ้ามันเห็นคุณค่าเราจริง มันต้องเอ่ยปากเอง”

 

เพราะฉะนั้น นามบัตร สมุดพอร์ตโฟลิโอ โปรไฟล์ ผลงานเก่าต่าง ๆ นานา อย่าได้แคร์ อย่าเผยแพร่ อย่าให้ใครเห็น จงลึกลับเสมือนปรมาจารย์ผู้ปักหลักอยู่บนยอดเขาเหลียงซานฉันนั้นแล...

 

แล้วปล่อยให้พวกมือสมัครเล่น พวกขี้ไก่ในสายตาเรา มันเหมางานไปทำต่อไป ยกให้มันไป อย่าไปง้อครับ อย่าง้อ...

เราไม่ง้อเขา เขาก็ไม่จ้างเรา เราก็แค่ไม่มีอะไรทำก็เท่านั้นเองครับ อย่าได้แคร์

 

 

ข้อที่ ๒ กูคือยอดมนุษย์  อ๊ากซ์ซ์ซ์ซ์ซ์ !!!!

 

แค่ก ๆๆๆ ข้อนี้เขียนจากประสบการณ์จริงยิ่งกว่าจริง 

 

วันนี้กลับบ้านไปลองส่องกระจก สะกดจิตตัวเอง ให้คิดว่าตัวเองเป็นยอดคน ยอดมนุษย์ ซุปเปอร์แมน เอ็กซ์เม็น เป็นอะไรก็ได้ที่ เก่ง อึด ถึก เกินมาตรฐานคนธรรมดาทั่วไป  เป็นคนอึดตายยากแบบบรู๊ซ วิลลิสเลยก็ได้  

 

เมื่อเราเป็น “โคตรยอดคนอภิมหาพันธุ์อึดตายยาก” ในความเป็นสิ่งมีชีวิตของเราก็จะไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น เราจะสามารถโต้รุ่งไม่หลับไม่นอนได้เกิน ๑๖๘ ชั่วโมงโดยประสิทธิภาพการทำงานไม่กระเทือน รับงานซ้อนกันได้ทีละ ๕ งานเพราะสับรางเก่งกว่าพนักงานรถไฟ และคิดว่าทุกงานที่ตกปากรับคำมาว่า “จะเอางานพรุ่งนี้เหรอ โห...ขี้ขี้” เราจะทำได้โดยไม่มีเหตุการณ์ฉุกละหุกฉุกเฉินใด ๆ

 

จงประเมินตัวเองว่าเป็นยิ่งกว่าเครื่องจักร รับงานประมาณ ๗ งานต่อสัปดาห์(กำหนดส่งพร้อมกัน !!!)  ใครถามก็บอกว่า “หนูทำได้” “ผมทำได้”

 

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับอาชีพฟรีแลนซ์ของคุณ ...ก็ไปลองทำกันดู ฮิฮิ

 

ข้อที่ ๓ ..

 

ติดไว้ก่อน – ถ้าอยากอยู่รอดในอาชีพ มีคนรักคนจ้างไปนาน ๆ ก็ไม่ต้องกลับมาอ่าน มุ่งมั่นกับการทำงานต่อไปนั่นแหละดีแล้ว

 

ไปละ...ฟิ้วววววววววววว

 

 

 

 “ได้เงินเดือนเฉลี่ย มากหรือน้อยกว่าทำงานประจำ...”

ดูเหมือนคนเป็นฟรีแลนซ์จะได้รับความห่วงใยจากเพื่อนฝูงอยู่เสมอ...อิอิ

 

คำตอบคือ มันไม่มีคำตอบตายตัว  หากก่อนเป็นฟรีแลนซ์ คุณเริ่มต้นทำงานด้วยวุฒิป.ตรี เงินเดือนแปดพัน แต่ตอนลาออกมาทำงานอิสระ เป็นงานที่ตลาดต้องการมาก ๆ และนอกจากคุณแล้วก็มีไม่กี่คนเท่านั้นในประเทศนี้ที่ทำได้เจ๋ง ๆ  โอกาสที่จะมีรายได้มากกว่าตอนทำงานประจำก็ต้องมากกว่าใสใส 

 

แต่ถ้าคุณเคยได้รับเงินเดือนสูงลิบลิ่วแต่พอใจจะลาออกมาแค่จิบกาแฟ(เป็นอะไรกับกาแฟนักหนานะเรา - - )  และมุ่งมั่นกับการเป็นนักเขียนอย่างมีความสุขมากกว่า เรื่องเงินก็อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญสักเท่าไร...

 

อันที่จริง...ชีวิตของคนรอบข้างมากมายที่ฉันรู้จักก็ยืนยันได้ว่า “จะอาชีพอะไรมันก็ไม่มีความมั่นคงทั้งนั้นแหละ” หากเราใช้ชีวิตและเงินทองกันอย่างหน้ามืดหรือตาบอด คือสักแต่หา สักแต่ใช้ แต่บริหารเงินไม่เป็น

(นี่พูดในระดับของการจ้างงานแบบทั่วไป ไม่ใช่อัตรากินดินกินหญ้า ประเด็นความยุติธรรมในค่าแรง เป็นเรื่องสำคัญที่ฉันจะพยายามนำมากล่าวถึงอย่างจริงจังในบทต่อ ๆ ไป)

 

ถ้าคุณอยากทำอาชีพรับจ้างอิสระ(หรืออะไรก็ตาม) แล้วคุณมองหาแต่ “เส้นทางที่จะไป” มากกว่าคอยสแกนหาแต่หลุม บ่อ สิ่งกีดขวาง –  ฉันก็เชื่อเป็นการส่วนตัวว่าด้วยความเชื่อและวิธีคิดเช่นนั้น โลกจะช่วยแผ้วถางทางเพื่อคุณเองด้วยอีกทางหนึ่ง

 

และแน่นอนว่า ไม่ได้มีความเชื่อมั่นแล้วก็จบ... แต่ฉันก็ต้องเรียนรู้ทักษะอาชีพและการจัดการต่าง ๆ อีกพอสมควร เพื่อให้ได้เป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพ มากกว่าเป็นฟรีแลนซ์โรแมนติกที่ยึดคติว่า  “จนแต่มีความสุข” “เล็ก ๆ แต่งดงาม” ทำนองนั้น (ฉันไม่ได้บอกว่าเล็ก ๆ ไม่งดงาม แต่บางทีการพูดอะไรออกมาแบบนั้น ก็เป็นเพียงการปลอบใจตัวเอง และทำให้ยอมรับสภาพเดิม ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วเราก็อาจจะไม่ได้แฮปปี้กับมัน)

 

สรุปตอนนี้ว่า อาชีพไหนก็มีโอกาส “อดตาย” หรือ “ตั้งตัว” ได้พอกันนั่นแหละ และหากคุณอยากเป็นฟรีแลนซ์ มีวิธีอีกล้านแปดล่ะมั้งที่จะทำให้คุณมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย มีความสุข ดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อีกต่างหาก

 

ตอนต่อ ๆ ไป ฉันจะค่อย ๆ โม้ประสบการณ์ “รูปธรรม” ในการจัดการชีวิตตัวเองทั้งด้านอาชีพ การเงิน และอื่น ๆ ให้สมดุลกัน ภายใต้การนิยามตัวเองว่าเป็น “ฟรีแลนซ์(ไม่จำกัด)” – ย้ำว่าเป็นเพียงประสบการณ์ที่ยังเล็กและอ่อนมาก และยังมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่ฉันไม่รู้และไม่แน่ว่ามันอาจฮุกปลายคางฉันไปนอนร้องเอ๋งได้อีกทุกเมื่อ...

 

แต่บางที ชีวิตมัน “มัน” ก็ตรงที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนนี่เองแหละ...เหอ เหอ...

 

 

 

 ลำบากแล้วเป็นทำไม...ฟรีแลนซ์เนี่ย!”

ตอนที่แล้วบอกว่ามันไม่ได้สบายอย่างที่ใครหลายคนคิด เลยมีคนถามเล่น ๆ ว่า งั้นจะทำอาชีพนี้ทำไม...

ฟรีแลนซ์ล้านแปดคนก็คงตอบกันไปได้ล้านแปดเหตุผล และอาจเป็นเหตุผลเดียวกับบรรดาแอร์โฮสเตสว่า ก็เหนื่อย ก็ลำบาก ก็เรื่องมาก แต่(กู)ก็อยากจะเป็นง่ะ มีไรป่ะ !!!

 

งาน ก็มีนิสัยของมัน ในกรณีที่เราพอเลือกได้ว่าจะทำมาหากินอะไร เราก็คงเลือกที่มันถูกกับนิสัยของเรา...(แต่กรณีที่เลือกไม่ได้ แม้แต่อาชีพที่ค่าแรงขั้นต่ำอาจถูกกว่ากาแฟเย็นของใครสักแก้ว-ก็ยังต้องทำ อันนี้ขอละเอาไว้ ไม่เอ่ยถึงในที่นี้เพราะนั่นผู้บริหารประเทศต้องเป็นผู้ตอบ...แป่ววว)

 

แต่เอาล่ะ...บางคนอาจอยากรู้จริง ๆ ว่า เหตุไฉนเจ้าจึงมาเป็นฟรีแลนซ์ล่ะหนอ...

 

ข้อแรก ก็เพราะมันอิสระจริง ๆ นั่นแหละ...อ้าว !!!

หมายความว่ามันไม่มี กฎ ระเบียบ เกณฑ์ ขององค์กร ไม่มีฟอร์ม ยูนิฟอร์ม หรือเวลาตายตัวแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ฯลฯ เครียดจัด ๆ เกิดอยากผละงานไปดูหนังสามเรื่องรวดซะงั้น ก็ทำได้ ทำไปสิ ใครจะว่าอะไร ขอให้งานเสร็จทันเวลาก็แล้วกัน – นี่ล่ะอิสระแบบที่ว่า

แต่ประเภท ติสต์* บิ๊ว* ชิลล์* กันไปเรื่อยเปื่อยแล้วคนอื่นเดือดร้อน อันนี้ไม่น่าใช่อิสระ เรียกว่าไม่มีความรับผิดชอบมากกว่า จะบอกให้ หุหุ

 

ข้อสอง มีเวลามากขึ้น

คนอื่นไม่รู้นะ แต่ของฉันมันเป็นอย่างนั้น จากที่เคยรีบแหกขี้ตาตื่น นั่งรถเมล์ไปทำงานแต่เช้าหนีรถติด --- ถึงออฟฟิศทำงาน ๆๆๆ --- รอเวลาหัวค่ำที่รถซาค่อยกลับ --- ถึงบ้านก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นไปทำงานอีก หลับดีกว่า คร่อกกก

 

กว่าจะได้ซักผ้า ล้างห้องน้ำ ดูหนังดูซีรี่ส์ อ่านนิยายเล่มหนา ๆ ก็ต้องรอจนกว่าวันหยุดนั่นแหละ

 

บางครั้งอยากเทคคอร์สพัฒนาตัวเอง แต่เวลาของเรากับของเขามันไม่ตรงกัน ก็ทำไม่ได้

แต่เป็นตารางเวลาของฟรีแลนซ์มันยืดหยุ่นได้ อยากเรียนเสริม ก็จัดไป บริหารเวลาให้ดีก็พอ ที่เคยหมดไปกับการเดินทางบนท้องถนนรวมวันละหลายชั่วโมง ก็อาจเหลือแค่ระยะทางเดินไปร้านเช่าการ์ตูนหรือไปห้องสมุด แป๊บ ๆ

 

ถ้าขยันมากหน่อย ก็เอาเวลาที่ว่างมากขึ้น ทำงานให้ได้มากขึ้น ที่บ้านอาจร้อนเงิน ป้ากับปู่กู้อิออนกันมาแล้วต้องช่วยใช้...หนี้ – กรณีนี้เราก็สามารถเพิ่มเติมวิธีการหาเงิน(โดยสุจริต)อันหลากหลายเข้าไปได้อีกเยอะ ๆ โดยไม่ต้องมีใครมาชี้หน้าว่า “แอร๊ยยยย มึงแอบรับงานนอกทั้งที่ยังกินเงินเดือนบริษัทนี่...แสดดดด”

 

ข้อสาม พอเหอะ เอาไปแค่สองก็พอ

เดี๋ยวเห็นข้อดีกันมาก ๆ แล้วมาแย่งกันเป็นฟรีแลนซ์หมด เพิ่มคู่แข่งในตลาดแรงงานเปล่า ๆ (ที่จริงคือขี้เกียจเขียนแล้ว เจอกันตอนหน้าดีกว่า อิอิ)

 

*หมายเหตุ:เนื่องจากฉันตั้งใจเขียนมาเล่าให้ฟังกันขำขำ ลงเน็ต อาจมีศัพท์อันฟอร์มอลและแอ๊บนอร์มอล โผล่มาเป็นระยะ  ใครไม่ชินก็ทน ๆ หน่อยนะ \\(‘0’)//  แต่เราว่ามันน่ารักดีออก...งุงิงุงิ ( ^๐^)

 

 ...เสียงนกน้อยข้างหน้าต่างปลุกให้ตื่นจากการนอนอันอิ่มเอม ฉันบิดตัวอย่างเกียจคร้าน ลุกจากเตียงไปต้มน้ำและบดเมล็ดกาแฟสดจากดอยช้างที่คั่วจนหอมกรุ่น ตักใส่เหยือกชงกาแฟขนาดเล็กที่ซื้อติดไม้ติดมือมาจากร้านกาแฟแถว ถ.นิมมานเหมินทร์ กลิ่นหอมปนเข้มปลุกให้กระปรี้กระเปร่า ล้างหน้าล้างตาก่อนจะโยคะสักสามสิบนาทีเพื่อสุขภาพ หลังจากนั้นอาบน้ำให้สดชื่นแล้วจึงเริ่มต้นวันทำงานตรงโต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งไว้ริมระเบียง...จิบกาแฟอีกครั้ง เปิดคอมฯ อัพเฟซบุ๊คเสียหน่อยว่าตื่นแล้วนะ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีสายตาเจ้านายคอยจับผิด ไม่ต้องระแวงว่าเพื่อนร่วมงานจะแอบเมาธ์ และไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนทั้งขาไป ขากลับ หรือตอนกลางวันในแคนทีน...

 

 

 ฟรีแลนซ์ กับ นักเขียน มักถูกเข้าใจตรงกันอย่างหนึ่ง(ซึ่งไม่รู้จำกันมาจากไหน) ว่าอิสระ สบาย รื่นรมย์ มีเวลาปลูกต้นไม้  ชมท้องฟ้า จิบกาแฟ แต่งกวี  และเอาโน้ตบุ๊คไปทำงานได้ทุกที่ตั้งแต่ร้านกาแฟ hip hip ที่เชียงคาน ยันห้องสมุดแนว ๆ แถวสีลม

 

ดังนั้น เมื่อเพื่อนเก่าคนหนึ่งรู้ว่าเราเป็นฟรีแลนซ์ หล่อนจึงกรี๊ดกร๊าดมาตามโทรศัพท์

 อร๊ายยย...จริงเหรอแก น่าอิจฉาจังเลยอ่ะ

จ้ะ...ใครก็อิจฉาเราทั้งนั้นแหละจ้ะ เวลารู้ว่าเราเป็นฟรีแลนซ์ หึหึ

ใจอยากบอกเพื่อนว่า อิจฉาเสร็จแล้ว ก็ช่วยอนุโมทนา แผ่เมตตา อาราธนา หรืออะไรก็ได้แถมให้ด้วยนะ  เพราะสภาพตอนนี้น่ะ เหมือนนกเค้าแมวย่างถูกส่องสปอตไลต์มาแล้วทั้งคืน  หัวฟู หน้ามัน สิวขึ้น ตาแห้ง ขอบตาดำ ในปากมีร้อนใน ๒ เม็ด ยังไม่รวมริ้วรอยร่องแก้ม ตีนกา บลา ๆๆ อ้อ...อย่าลืมน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมาจากการกินบะหมี่ซองมื้อดึกติดต่อกันมาไม่รู้กี่คืนแล้ว กับสุขภาพที่เป็นตัวแปรผกผัน

 

ฟรีแลนซ์ไม่มีตอกบัตร ไม่ต้องเอางานกลับไปทำที่บ้าน แต่ทุกเวลานาทีที่งานยังไม่เสร็จก็จะมีแต่ งาน งาน งาน และ งาน ชิ้นนั้น วิ่งวนไปมาอยู่ในหัวยิ่งกว่าพยาธิตัวจี๊ด...

 

หลายครั้ง งานที่รับมาเป็นงานด่วน งานเร่ง ลูกค้า-หรือบางคนเรียกว่านายจ้าง-ของานเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (แต่ตอนจ่ายจะอืด ๆ ช้า ๆ ทำนองว่า ทำเรื่องไปแล้วแต่ฝ่ายการเงินยังไม่อนุมัติมาเลย ตลอด ตลอด)... ฟรีแลนซ์ตาดำ ๆ ที่ปากท้องแขวนอยู่บน ความพอใจของคนจ่ายตังค์ ก็ต้องทำให้ทัน ทำให้ได้ (ถ้าไม่ทัน ไม่ได้ อย่ารับงานแต่แรก ซึ่งนั่นเราจะพูดถึงในบทหลัง ๆ)

 

เรื่องจะชิลล์ จะติสต์ จะอาร์ตกันให้สุดฤทธิ์นั้น ก็ทำได้ หากค่าข้าว ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถ ค่าโทรศัพท์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าจิปาถะ จะมีคนจ่ายให้ ไม่ต้องหาเอง

 

แต่ถ้ายังต้องเลี้ยงดูตัวเอง(บางครั้งเลี้ยงคนอื่นด้วย) ขืนทำชิลล์เรี่ยราดแบบนั้นงานก็จะเสร็จช้า เงินได้ช้ากว่า งานชิ้นใหม่ก็เริ่มไม่ได้สักที แล้วกระเพาะมันทำงานทุกวัน ไม่ได้เออออกับเรานี่ว่า วันชิลล์ชิลล์ งดย่อย

 

รายรับ ขึ้นอยู่กับ ผลงาน ล้วน ๆ งานไม่มี เงินไม่มา จะต้นเดือนหรือปลายเดือนก็ไม่เกี่ยว เพื่อนที่ทำงานประจำที่นั่งกินเหล้าด้วยกันแทบทุกคืนมันได้เงินตอนสิ้นเดือน แล้วเราล่ะ...โอมายก้อด ก็มึงไปเที่ยวกับมันนั่นไงงานเลยยังไม่เสร็จ แล้วรายรับที่ไหนจะเข้ามา

 

นี่คือภาพฝันข้อแรกที่คนจะเป็นฟรีแลนซ์ต้องลบออกไปก่อน เพราะหากได้ชื่อว่าเป็น งาน แล้ว--มันไม่มีอะไรสบายสบายอย่างที่ตาเราเห็นหรอก...จะบอกให้.

 

ป.ล. ตอนนี้มีหลายเรื่องมากที่ไล่เรียงมาในหัว ลองแบ่งคร่าว ๆ ได้เป็น ๓ ภาค ภาคแรกก็คงจะเล่าถึงความเข้าใจทั่วไปเวลาที่คนได้ยินคำว่าฟรีแลนซ์ , ภาค ๒ จะเน้นภาคปฏิบัติล้วน ๆ คล้าย ๆ ฮาวทู ซึ่งก็ไม่ได้เอามาจากไหน แต่มาจากประสบการณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง, ภาค ๓ จะออกแนวจิตนิยม ฮ่า ๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

 

ฟรีแลนซ์...คืออะไร?

posted on 17 Apr 2011 16:30 by aroonwana

 

ตกลงทำมาหากินอะไร

เมื่อไหร่จะหางานทำเสียที

ไม่คิดจะทำไรให้เป็นเรื่องเป็นราวบ้างเรอะ

หางานไม่ได้ หรือไม่ได้หา

มีกินเหรอ

ได้เงินเดือนน้อยกว่าตอนทำงานประจำมั้ย

ทำไม...ไม่...บลาๆๆ

ฯลฯ

 

เคยเจอคำถามแบบนี้กันบ้างไหม...

ฉันคนหนึ่งล่ะ ที่โดนประจำ...

เพียงแค่บอกไปสั้น ๆ ว่า เป็นฟรีแลนซ์ เท่านั้นเอง

 

  “เอ็งอย่ากวนตีน เอ็งต้องทำอะไรลับลมคมในอยู่แน่ ๆ ถึงบอกไม่ได้

เพื่อนคนหนึ่งโวยวายมาตามโทรศัพท์ หลังจากตอบคำถามมันเรื่องอาชีพไปเป็นครั้งที่สามสิบห้าได้แล้วมั้ง...

...คือไม่ได้กวนตีน แต่อธิบายไปแล้วไง ไม่เข้าใจเหรอ

งั้นเอ็งบอกมาอีกทีซิ ว่าทำอะไร รับจ้างทั่วไปของเอ็งน่ะ ถ้ากูจ้างไปกลึงเหล็ก จะทำมั้ย

ถ้ามีคนสอน แล้วทำได้ และอยากทำ ก็ทำ

ฉันตอบตรง ๆ... ปัดโธ่ !!! ไม่ได้คิดจะกวนตีนเลยนะให้ตายสิ

ไม่ได้ มึงตอบอย่างนี้ไม่ได้... เพื่อนเปลี่ยนสรรพนามให้รักใคร่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น มึงต้องตอบมาชัด ๆ ว่าทำอะไรอยู่

เออ...กูจะตอบอีกครั้ง ว่าแต่มึงน่ะ ตอนนี้ทำงานกรมสรรพากรหรือไง ซักกูจัง รายได้กูยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีเงินได้หรอกนะจะบอกให้ แต่โดนหัก 3 %  ณ ที่จ่ายตลอด ตลอด และไหนจะ vat 7 % ...

เพื่อนรีบห้ามก่อนฉันจะร่ายยาวกว่านั้น

สรุปว่า มึงทำอะไร

...

 

อันที่จริง มีคำถามอีกมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากคนที่รู้ว่า ฉัน คือ ฟรีแลนซ์

 

ทั้งที่ก็บอกไปแล้วล่ะ ว่า เขียนหนังสือ และก็มีรับเทคโน้ต จดบันทึกการประชุม สรุปรายงาน ถอดบทเรียน ฯลฯ หรืออะไรอื่น ๆ ได้อีกไม่เกี่ยง งานแรงงานก็ได้ ถ้าว่างและอยากทำ

 

แต่ก็โดนว่า กวนตีน ทู้กที วู้...พวกนี้นี่ ไม่เข้าใจวัยรุ่น

 

เอาเหอะ  งั้นต่อไปนี้ ฉันจะพักเรื่องราวพร่ำเพ้อเว้อเวิ่นของตัวเองไว้ชั่วคราว แล้วเข้าสู่โหมดจริงจังกะเขาบ้าง...อะแฮ่ม...

 

หลายครั้งที่อ่านบทสัมภาษณ์คนเป็นฟรีแลนซ์(ล่าสุดในนิตยสารผู้หญิงสุดโปรดของฉันเล่มหนึ่ง) แล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไปอ่ะ มันอย่างงั้น อย่างงี้ อย่างโง้น...ด้วยนะเว้ยเฮ้ย

 

ก็เลยคันไม้คันมือ อยากแชร์ประสบการณ์ตัวเองบ้าง

เผื่อจะเป็นสาระสำหรับคนที่พลัดมาอ่าน และสำหรับเด็ก ๆ ที่อยากจะก้าวเดินบนเส้นทางฟรีแลนซ์(นั่น...ดูยิ่งใหญ่โดยไม่จำเป็น ทำให้ดูสำคัญไปงั้นเอง ฮ่าๆๆ)

 

และที่สำคัญ เพื่อที่ว่า ไอ้คำถามมากมายในประโยคคำพูดบรรทัดบน ๆ นั่น จะได้ถูกตอบอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

เป็นการตั้งใจชี้แจงอย่างจริงจัง จริงใจ ไม่กวนตีน...

แล้วเจอกัน.

(แต่ตอนนี้ขอตัวไปทำงานก่อน อิอิ)

 

 

 

ก่อนเริ่มงานชิ้นใหม่ ให้รางวัลตัวเองด้วยการชวนคนที่ "ชอบ" ไปเที่ยว...

แน่นอนว่าเขาก็คงไม่ตอบรับเหมือนเคย

แต่เราไม่อยากจะแคร์ผลลัพธ์ ขอแคร์แค่ความรู้สึกของตัวเอง

เมื่อความรู้สึกมันบอกว่า "ชวนไปเหอะ อยากชวนก็ชวน"

ก็จะทำตามนั้น

แน่นอนว่าเราแทบไม่ได้คาดหวังอะไร จากใคร เราจึงไม่เจ็บเท่าไหร่ เวลาที่เขาปฏิเสธ...

 

มันอาจไม่ใช่วิธีคิดของผู้ที่บรรลุแล้วซึ่งธรรมขั้นสูงสุด แต่มันเป็นวิธีธรรมดาของมนุษย์ผู้หนึ่งที่หลีกหนีจากความทุกข์ทางใจ ด้วยการไม่ขอแบกรับอะไรไว้เลย...

เพราะตระหนักแล้วว่า ทุกข์ที่แท้จริงยิ่งกว่า คือทุกข์ทางกาย ส่วนทุกข์ทางใจเป็นทุกข์ที่หามาเอง (คิดได้ตอนนอนอ้าปากให้หมอถอนฟัน...)

 

ฮิฮิ

ฉันเบลอ ฉันหิว ฉันเน่า

posted on 01 Apr 2011 13:56 by aroonwana
ฉันเบลอ ฉันหิว ฉันเน่า
 
ฉันจึง ไปหา กินเตี๋ยว
 
นับตังค์ ดูเหลือ ร้อยเดียว
 
กินเต๋ว หนึ่งชาม ห้ามเกิน
 
 
กลับมา ทำงาน บานแบะ ...
 
อดนอน ๒ คืนแระ เสร็จซักทีเหอะ
 
ยิ่งทำ ยิ่งงอก ยิ่งเยอะ
 
ช่างแม่งเหอะ เอาไว้ก่อน ตอนนี้กูหิว!

รักก็เหมือนรุ้ง...

posted on 20 Dec 2010 19:48 by aroonwana
มีบางเรื่องบางราวเกิดขึ้นที่นี่...
 
เรื่องราวเล็ก ๆ เหมือนละอองฝุ่นที่ปลิวปนมากับสายลมในฤดูหนาว...
 
เรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง
 
กับชายที่เป็นดังหมุดหมายและสายน้ำในวันที่หัวใจแห้งระแหง
 
เสียแต่เขาดำรงอยู่เพียงในฝัน
 
ฝันที่หายวับไปในทุกคราครั้งที่ตะวันส่อง
 
หญิงสาวอยากจะทอดกายหลับชั่วกาล
 
เพื่อซึมซาบกับรักที่นิรันดร์ดั่งสายรุ้ง ...
 
รักก็เหมือนรุ้ง
 
มองเห็นระยะไกล แต่ไม่เคยมีใครไปถึง
 
ยิ่งกว่านั้น มันอาจไม่เคยอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ด้วยซ้ำไป ...
 
 
 
หัวใจอาจกว้างใหญ่ได้อย่างที่เธอปรารถนา
 
แต่มากกว่านั้น... คือเธอรู้ตัวแล้วว่า ไร้ค่าเพียงใดกับรักที่รินไหลจากลำธารสายเดียว
 
แต่แม่น้ำอีกสายนั้น...แห้งเหือดไปตั้งนานแล้ว.

วันนี้ ๖ ตุลาคม (๒๕๑๙)

posted on 06 Oct 2010 15:23 by aroonwana
ฉันก็ไม่ได้เป็นคนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อะไรมากนักหรอกนะ...
แต่เกิดนึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้มันเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี่นา...
แปลกใจแต่ว่า ทำไมตอนเรียกสมัยมัธยมฯ จำไม่ได้ว่าเคยเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เดือนนี้(ทั้ง ๑๔ และ ๖)
อืม... อาจเพราะคนไทยเป็นชาติที่อ่อนไหว อ่ะนะ
...
ถามฉันว่ามันสำคัญยังไงเหรอ วันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ น่ะ
ก็ตอบแบบคนไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว อ่านนิด ๆ หน่อย ๆ - ในความเห็นส่วนตัว - คงเพราะเราจะได้ "เรียนรู้" ที่จะไม่สร้างโศกนาฏกรรมแบบเดิม ๆ ขึ้นมาอีกมั้ง
ประวัติศาสตร์สอนเราว่า...
ถ้ารักอะไรมาก ก็จะเกลียดอะไรมาก และเมื่อเกลียดอะไรมาก ก็จะ...น่ากลัวมาก บรึ๋ยยยยย
หรือเรื่องราวการสร้างความเป็น "คนอื่น" ไม่ใช่คนไทยบ้างล่ะ ไม่...บลาๆๆ บ้างล่ะ
ฯลฯ
คิดดูเหอะ แค่จะเขียนยังต้อง "เซ็นเซอร์" ตัวเองเลย...
ฉันนี่มันขี้ขลาดจริง ๆ
หรือว่านี่จะเป็นสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ จาก ๖ ตุลา และจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เพิ่งผ่านไปไม่นานมานี้...
คือเรียนรู้ว่า
"รักจะอยู่อย่างสุขกายสบายดี ไม่มีปัญหา ไม่สร้างศัตรู ก็รู้จักเงียบ ๆ ไว้เหอะ!"